คราวนี้พอจบฤดูกาล ทีมที่ยื่นข้อเสนอเข้ามา

ในฤดูกาล 2002-03 ไมเคิ่ล เอสเซียง ยกระดับผลงานให้พีคขึ้นกว่าเดิมอีก ด้วยการยิงไปถึง 6 ประตูจากการลงสนามให้ บาสเตีย ทั้งหมด 29 นัดในลีก
หลักฐานที่บ่งบอกความสุดยอด ก็คือการมีชื่อติดทีมยอดเยี่ยม ลีก เอิง ประจำซีซั่นนั้น ทั้งที่อายุแค่ 20 ปี  ufa1688
คราวนี้พอจบฤดูกาล ทีมที่ยื่นข้อเสนอเข้ามาคือ โอลิมปิก ลียง รวมถึงสโมสรที่เคยติดต่อมาก่อนหน้านี้อย่าง ปารีส แซงต์-แชร์กแม็ง ซึ่งทั้ง 2 ทีมต่างให้ราคาที่ บาสเตีย พึงพอใจ
แต่ในปี 2003 ลียง มีสถานะเป็นสโมสรเบอร์หนึ่งของฝรั่งเศส หลังจากเพิ่งได้แชมป์ลีกแดนน้ำหอมเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันมาหมาดๆ ตรงข้ามกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ที่จบอันดับแค่กลางตาราง ไม่สามารถไปเล่นรายการใดของยุโรปได้เลย
นั่นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่จะทำให้ เอสเซียง เลือกไปอยู่กับ ลียง เพราะนี่คือการย้ายทีมโดยยังไม่ต้องย้ายออกจากฝรั่งเศส แต่จะได้โอกาสลงเล่นในทัวร์นาเมนต์ที่ดีที่สุดอย่าง  UEFA  แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกด้วย
“ตอนนั้นมันยังเร็วเกินไปที่จะย้ายไป England  นั่นคือเหตุผลที่ผมย้ายไปลียง และค่อยย้ายไปเล่นให้สิงห์บลูภายใต้การคุมทัพของ มูรินโญ่ ทีหลัง”
“ลียงคือทีมโปรดของผมตอนที่ผมอยู่ที่ฝรั่งเศส เพราะพวกเขาคว้าแชมป์ทุกอย่างที่นั่น ผมบอก Agent ของผมว่าถ้าหาก ลียง ติดต่อเข้ามา ผมอยากย้ายไปอยู่กับพวกเขา”
ช่วงฤดูร้อนปี 2003 โอลิมปิก ลียง ซื้อตัว ไมเคิ่ล เอสเซียง ด้วยราคา 7.8 ล้านยูโร ซึ่งถือว่าไม่ใช่น้อยๆ สำหรับการซื้อตัวของทีมในฝรั่งเศส ณ เวลานั้น
และการย้ายไปร่วมทีมโอแอลนี่เอง ที่เป็นจุดเปลี่ยนให้ชื่อเสียงของ ไมเคิ่ล เอสเซียง ยิ่งโด่งดังในเวทีฟุตบอลยุโรปยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ภายใต้เครื่องแบบ โอลิมปิก ลียง บทบาทของ เอสเซียง คือมิดฟิลด์แบบ บ็อกซ์-ทู-บ็อกซ์ 
เขาเป็นตัวเชื่อมระหว่าง โชเซ่ เอ็ดมิลสัน กับ มาอามาดู ดิยาร์ร่า ที่เป็นมิดฟิลด์ตัวรับ กับเพลย์เมกเกอร์คนเก่งอย่าง จูนินโญ่ แปร์นัมบูกาโน่
เอสเซียง คือกำลังสำคัญมากที่ช่วยให้ ลียง คว้าแชมป์ ลีก เอิง ไม่หยุดอีก 2 ปีซ้อน และเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย แชมเปี้ยนส์ ลีก จากทั้ง 2 ปีดังกล่าว โดยยิงไป 13 ประตูจากการลงสนาม 96 นัดรวมทุกรายการ
นอกจากจะทำผลงานในสนามได้อย่างโดดเด่นแล้ว เขายังรักษาสภาพความฟิตไว้ได้เป็นอย่างดีด้วย 
โดยจากช่วงเวลา 2 ฤดูกาลในถิ่น สต๊าด เดอ แชร์กล็องด์ (สนามเก่าของ ลียง ก่อนถึงปี 2016) เอสเซียง พลาดลงสนามใน ลีก เอิง เพียง 5 นัดเท่านั้น 
โดย Season  2004-05 เขาโดนเปลี่ยนตัวออกเพียง 5 เกม จากการได้ลงสนามให้ ลียง ใน ลีก เอิง ถึง 37 แมตช์ ส่วนรายการใหญ่อย่าง แชมเปี้ยนส์ ลีก เขาได้ลงเล่นเต็ม 90 นาทีทุกนัดจนกระทั่งทีมตกรอบ
นี่คือเหตุผลที่ทำให้เขามีฉายาว่า Bison (ควายป่า) เพราะมีความอึด ถึก ทน และทรงพลังมากในการขับเคลื่อนเกมกลางสนาม
ฤดูกาล 2004-05 ชื่อของ ไมเคิ่ล เอสเซียง กลายเป็นนักฟุตบอลตัวท็อปของยุโรปเต็มตัว เพราะเขาคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของ ลีก เอิง ได้เป็นครั้งแรก และถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำปีของฟีฟ่าอีกด้วย
นั่นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจะตกเป็นเป้าหมายหลักของสโมสรที่มีความพร้อมที่สุดที่จะไล่ล่าตัวเขาไปร่วมทีมในปี 2005 อย่าง เชลซี
___________________________
ย้อนไปในช่วงฤดูร้อนของ 15 ปีที่แล้ว ปฏิบัติการกระชากตัว ไมเคิ่ล เอสเซียง เข้าสู่ถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ เรียกได้ว่าเป็น “มหากาพย์”
ในวัยย่างเข้า 23 ปี เอสเซียง ซึ่งอิ่มตัวแล้วกับความสำเร็จในฝรั่งเศส รู้สึกว่าเขาพร้อมแล้ว ที่จะไปพิสูจน์ตัวเองใน England  กับทีมที่ดีที่สุดของลีกแดนผู้ดี ณ เวลานั้นอย่างสิงบลูเชลซี
แต่ทาง โอลิมปิก ลียง ก็มองว่า เรื่องอะไรที่ทีมที่มาตรฐานดีที่สุดในแดนน้ำหอมอย่างพวกเขาต้องปล่อยผู้เล่นที่ดีที่สุดของตัวเองออกไปง่ายๆ
เชลซี ต้องยื่นข้อเสนอถึง 6 ครั้ง กว่าจะสามารถปิดดีลซื้อตัว เอสเซียง ไปสู่ทีมได้สำเร็จ
ข้อเสนอแรกที่สิงห์สำอางยื่นให้ลียงคือ 10 ล้านปอนด์ ซึ่งฟันธงว่าเงินจุ๋มจิ๋มแค่นั้น ต้องถูกทีมแชมป์ ลีก เอิง ปฏิเสธอย่างไม่ต้องสงสัย
ต่อไปข้อเสนอค่อยๆ เพิ่มเป็น 16.75 ล้านปอนด์, 18 ล้านปอนด์, 21 ล้านปอนด์ ตามด้วย 21 ล้านปอนด์ พร้อมกับที่ทีมเชลซีส์แถม ติอาโก้ เมนเดส ห้องเครื่องแดนกลางชาวโปรตุกีสให้ใช้งานด้วยอีกคน
กว่าดีลจะปิดลงได้อย่างเป็นทางการ ต้องรอจนกระทั่งวันที่ 19 สิงหาคม 2005 ซึ่งอยู่ห่างจากวันปิดตลาดฤดูร้อนปีนั้นเพียง 12 วัน 
เชลซี ต้องยอมทุ่มเงินเป็น Stats สโมสรถึง 24.4 ล้านปอนด์ ไม่รวมออปชั่นเสริม ถึงจะได้ตัวไปร่วมทีม ทำลาย Stats เดิมของสโมสรคือค่าตัว 24 ล้านปอนด์ ของ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ตอนซื้อจาก มาร์กเซย ในปี 2004
___________________________
อันจริงๆ โชเซ่ มูรินโญ่ มีแผงมิดฟิลด์ที่แข็งแกร่งมากอยู่แล้ว ตอนที่พาChelseaคว้าแชมป์พรีเมียร์สมัยแรก ในฤดูกาล 2004-05 
กุนซือชาวโปรตุกีสมีทั้ง โคล้ด มาเกเลเล่, แฟร้งค์ แลมพาร์ด รวมถึง ติอาโก้ ที่ต้องการปล่อยตัวให้ลียง แถมยังมีตัวสำรองสารพัดประโยชน์อย่าง เฌเรมี่ เอ็นฌิตั๊ป ไว้ใช้งานอีก
แต่ มูรินโญ่ ให้สัมภาษณ์นักข่าวในปี 2005 ถึงเหตุผลที่ต้องการตัวห้องเครื่องแดนกลางทีมชาติกานาไปเสริมทีมเอาไว้ว่า “ผมอยากได้เขา เพราะผมมองหานักเตะที่จะทำให้ขุมกำลังของเราแข็งแกร่งมากครบทุกตำแหน่งอย่างแท้จริง”
“เราเชื่อว่าเขาคือนักเตะที่ดีที่สุดแล้ว เท่าที่เราสามารถจะคว้าได้สำหรับตำแหน่งนี้ และเขาสามารถเล่นได้ทุกพื้นที่ในแผงมิดฟิลด์”
“เขายังหนุ่ม เป็นไปได้ด้วยความทะเยอทะยาน และมีโปรไฟล์ของการเป็นผู้เล่นที่เราต้องการ”
“ผมรู้ดีว่ามันจะมีคำถามในเรื่องการใช้เงินของสิงห์บลูในการดึงตัวเขามาที่นี่ แต่นั่นคือความจริงของวงการฟุตบอลสมัยใหม่”
“สโมสรใหญ่ต้องการแต่นักเตะระดับซุปเปอร์สตาร์เท่านั้น และนักเตะชั่นยอดก็จะอยากไปอยู่กับยอดทีม ขณะที่ยอดทีมก็อยากเก็บนักเตะระดับสุดยอดเอาไว้”
___________________________
ไมเคิ่ล เอสเซียง ลงสนามให้Chelseaนัดที่หนึ่งในฐานะตัวสำรองนัดที่เอาชนะ ไอ้ปืนใหญ่ 1-0 เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2005 หรือเพียง 2 วันให้หลัง นับจากการเปิดตัวเป็นเจ้าของเสื้อหมายเลข 5 ของเชลซีส์คนใหม่
หลังต่อไปเขายึดตำแหน่งตัวจริงในทีมของ มูรินโญ่ อย่างรวดเร็ว โดย 9 เกมแรกใน Premier League ที่เขาลงสนามเป็นตัวจริง เขานำทีมชนะถึง 8 นัด เสมอ 1 นัด โดยไม่มีการโดนเปลี่ยนตัวออกเลย
ฤดูกาล 2005-06 เอสเซียง คือหนึ่งในกำลังสำคัญที่นำทีมป้องกันแชมป์ Premier League เอาไว้ได้ เขาลงสนามรวมกันในลีกทั้งหมด 31 นัด นำทีมชนะ 26 ครั้ง โดยยิงได้ 2 ประตู
นอกจากจะได้แชมป์ลีกสูงสุด England ตั้งแต่ปีแรกที่ย้ายไปเล่นในแดนผู้ดีแล้ว เขายังนำทีมชาติกานาสร้างประวัติศาสตร์เข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกอีกด้วย โดยไปถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายในศึก เวิลด์ คัพ 2006 ที่เยอรมนี
ในศึกฟุตบอลโลกที่เมืองเบียร์ กานาคือชาติเดียวจากดินแดนกาฬทวีป ที่เข้ารอบน็อคเอาต์ได้สำเร็จ ทำให้นักเตะที่ดังที่สุดของทัพดาวดำอย่าง เอสเซียง คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของแอฟริกาปี 2006 ไปครอง
___________________________
ซีซั่น 2006-07 แม้ว่าสิงห์สำอางจะเสียแชมป์ลีกให้ แมนฯ ยู แต่ฟอร์มการเล่นของ เอสเซียง กลับยิ่งพีคขึ้นไปอีก
เขาลงสนามใน Premier League ถึง 33 นัด ซึ่งทุกเกมที่ว่าต่างไม่เคยโดนเปลี่ยนตัวออก มี Stats การเข้าปะทะสำเร็จสูงถึง 79% จากการเข้าปะทะ 90 ครั้ง จ่ายบอลมากถึง 1,760 หน โดยกลายเป็นแอสซิสต์ได้ 3 ลูก
แม้จำนวนประตูในลีกจะไม่มากมาย เพราะยิงได้เพียง 2 ประตู แต่หนึ่งในนั้นถูกโหวตให้เป็นลูกยิงที่สวยที่สุดของเชลซีประจำฤดูกาล จากลูกตะบันติดไซด์ก็ยระยะไกล ที่เสียบตาข่ายอย่างสุดงามในเกมเสมอ ไอ้ปืนใหญ่ 1-1
ผลงานรวมทุกรายการก็ยังน่าประทับใจ เมื่อ เอสเซียง ซัดได้ 6 ประตู เป็นส่วนสำคัญนำทีมคว้าแชมป์ คาร์ลิ่ง คัพ, เอฟเอ คัพ และเข้ารอบรองชนะเลิศ แชมเปี้ยนส์ ลีก
นั่นทำให้ “เดอะ ไบซัน” คือผู้เล่นชาวแอฟริกันคนแรกในประวัติศาสตร์ ที่คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของChelseaไปครอง Season  2006-07
___________________________
ยังไงก็ตาม หลังต่อไปจนกระทั่งหมดสัญญาในถิ่น เดอะ บริดจ์ เอสเซียงได้แชมป์ Premier League เพิ่มอีกเพียงสมัยเดียวในปี 2010 เพราะตอนที่เขาเป็นดาวเตะเชลซีส์ มันคือช่วงที่ Manchester United ค่อยๆ คืนฟอร์มสุดยอดกลับมายึดครองความยิ่งใหญ่ในเมืองผู้ดีอีกครั้ง
ช่วง 6 ปีสุดท้ายที่เขาเล่นให้สิงห์สำอางถือว่า ไมเคิ่ล เอสเซียง มีช่วงเวลาไม่ค่อยดีสักเท่าไร และเป็นไปได้ด้วยปัญหามากมายรูปแบบ
ฤดูกาล 2007-08 เขาต้องถูกจับไปเล่นเป็นกองหลังอยู่พักใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งแบ็กขวาหรือเซนเตอร์แบ็ก เพราะผู้เล่นอย่าง เปาโล แฟร์เรยร่า และ ริคาร์โด้ คาร์วัลโญ่ ต่างเจออาการเดี้ยงเล่นงาน
ซีซั่น 2008-09 แม้จะเป็นเจ้าของประตูสวยสุดของฤดูกาลอีกครั้ง จากลูกวอลเลย์ใส่ เจ้าบุญทุ่ม ในเกม UCL รอบตัดเชือก แต่เขาก็มีช่วงที่ต้องพักยาวนานถึง 6 เดือน จากการเจ็บเอ็นเข่าอย่างรุนแรง และเป็นอีกปีที่ไม่ได้แชมป์ Premier League 
ฤดูกาล 2009-10 เอสเซียง เจอปัญหาเดี้ยงซ้ำที่เดิมอีกครั้ง จากการไปเล่นให้ทีมชาติกานาในเดือนพฤศจิกายน 2009 จึงแทบไม่มีส่วนร่วมกับความสำเร็จของสิงห์สำอางที่คว้าดับเบิ้ลแชมป์ภายใต้การคุมทัพของ คาร์โล อันเชล็อตติ และพลาดมีชื่อติดทีมชาติกานา ชุดเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลก
ซีซั่น 2010-11 แม้จะกลับมามีสภาพฟิตสมบูรณ์อีกครั้ง แต่มันกลับเป็นฤดูกาลที่ทีมไม่สามารถคว้าแชมป์ใดๆ ติดมือได้เลย
ต่อไปในช่วงก่อนเปิดฤดูกาล 2011-12 สตาร์ที่เคยมีสภาพความฟิตขนาดลงเล่นเต็มเกมทุกนัดตลอดซีซั่นได้อย่างสบายๆ เจอปัญหาเดี้ยงเอ็นหัวเข่าจนต้องผ่าตัดพักยาวครึ่งปีเป็นครั้งที่ 3 ในชีวิต เขาจึงเสียตำแหน่งตัวจริงไป ฤดูกาลที่สิงห์สำอางคว้าแชมป์ยุโรปได้เป็นสมัยแรกในประวัติศาสตร์
ฤดูกาล 2012-13 เขาถูกปล่อยให้ ราชันชุดขาว ยืมตัว โดยได้ร่วมงานกับเจ้านายเก่าอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ อีกครั้ง แต่ เอสเซียง ก็ไม่ได้ยึดตำแหน่งตัวจริงสม่ำเสมอ และก็ไม่สามารถคว้าแชมป์เพิ่มได้ ภายใต้เครื่องแบบราชันชุดขาว
แม้ว่า มูรินโญ่ จะกลับไปคุมChelseaอีกครั้ง Season  2013-14 แต่สภาพร่างกายที่ไม่ดีเช่นเคยอีก ทำให้ เอสเซียง กลายเป็นส่วนเกินของทีม ก่อนถูกปล่อยตัวให้ เอซี มิลาน แบบฟรีๆ ในเดือนมกราคม 2014
ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงที่เขาเป็นผู้เล่นเชลซี มันยังเป็นช่วงเวลาที่เขามีเรื่องกวนใจในการต้องส่งเงินไปดูแลคุณพ่อวัยชราที่เลิกรากับคุณแม่ตั้งแต่เขายังเด็ก แถมพี่น้องต่างมารดาของเขา ก็ทำตัวเป็นปลิง มาหวังเงินทองจากความโด่งดังของ ไมเคิ่ล เอสเซียง ไปด้วย 
สุดท้าย เจมส์ เอสเซียง เสียชีวิตลงในเดือนกันยายน 2013 ด้วยวัย 81 ปี และมันกลายเป็นเรื่องเศร้าในใจลึกๆ ของอดีตมิดฟิลด์ดาวดังของเชลซี ที่ไม่มีโอกาสดูแลพ่อให้ดีกว่านี้ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *